วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อนุกรม

          อนุกรมคือการหาความสัมพันธ์ของตัวเลข ในการสอบ ก.พ. ไม่ว่าจะระดับใดจะมีข้อสอบ อนุกรม 5 ข้อ 1 ใน 5 จะเป็นข้อที่ยากที่สุด มีความซับซ้อนมากที่สุด เรามาดูวิธีคิดอนุกรมกันก่อนค่ะ

1. แบบคงที่ แบบนี้จะมีการเพิ่มขึ้น หรือลดลง ที่คงที่ อาจมีมากกว่า 1 ชั้น เช่น

5  10  15  20  25  30 ....

สังเกตได้ว่ามีการ บวก เพิ่มขึ้นครั้งละ 5 เลขถัดไปจึงเป็น 35

60   50  40  30  20  ......

สังเกตได้ว่ามีการ ลบ ลงครั้งละ 10 เลขถัดไปจึงเป็น 10

2     6      18     54    162   ....

สังเกตได้ว่ามีการนำเลขด้านหน้า คูณ ด้วย 3   เลขถัดไปจึงเป็น 486

32    16     8    4      ......

สังเกตได้่ว่ามีการนำเลขด้านหน้า หาร ด้วย 2 เลขถัดไปจึงเป็น 2  

2. แบบไม่เท่ากัน  แบบนี้จะเพิ่มขึ้น ลดลง โดยใช้ บวก ลบ คูณ และ หาร ด้วยตัวเลขที่ไม่เท่ากัน แต่จะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง

2  12  60  240   270 ....

ข้อนี้ จะคูณ 6 และลดลงเรื่อย ๆ เลขสุดท้ายเป็น 1,440

10   16   19     25    28  ......

สังเกตได้ว่ามีการ บวก 6 และ บวก 3 สลับกันไป เลขถัดไปจึงเป็น 34

3. แบบสลับ  จะเพิ่มขึ้น ลดลง โดยใช้ บวก ลบ คูณ และหาร สลับกัน เช่น คูณด้วย 2 แล้วลบด้วย 4

2   4    3    6    5  .........

ข้อนี้จะใช้เลขหน้า คูณ 2 แล้ว ลบ 1 สลับกันไป เลขถัดไปเป็น 10

ซึ่งอนุกรมทั้ง 3 แบบสามารถสร้างให้ซับซ้อนขึ้นได้ เช่น

9   8    7   14   28   ......

แบบนี้จะ  ลบ 1 ลบ 1 และ คูณ 2 คูณ 2 สลับกันไปเรื่อย ๆ เลขถัดไปเป็น 27

ทั้ง 3 แบบ ยังทำเป็นอนุกรมหลายชั้นได้อีกด้วย เช่น

2   8    20    44   92    ....

วิธีคิด 2+6 เป็น 8 จะเห็นว่า 8 ต้องบวก 12 ถึงเป็น 20  และ 20 ต้องบวก 24 ถึงเป็น 44 นั่นหมายความว่า ตัวที่ทำมาบวก จะนำไป คูณ 2 ก่อนทุกครั้ง ในข้อนี้ตัวบวกตัวแรกคือ 6 นำ 6 คูณ 2 เป็น 12 เลข 8 จึงบวก 12 เป็น 20 ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตัวถัดไปคือ 188

นอกจากนี้การเพิ่มขึ้น ยังเป็นรูปแบบเลขยกกำลังได้อีกด้วย เช่น

4   9   16   25   .....

เลขถัดไปเป็น 36 วิธีคิดคือ 2 ยกกำลัง 2 ตัวถัดไปเป็น 3 ยกกำลัง 2 ตัวถัดไป 4 ยกกำลัง 2 ไล่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ

นอกจากเลขยกกำลังแล้ว ยังสามารถเป็น เศษส่วน ได้อีกด้วย

อนุกรมที่มีความซับซ้อนขึ้นมาอีกขั้น คืออนุกรมแบบผสม การดูอนุกรมแบบนี้เราจะข้ามตัวเลขไปบางตัว เช่น

22   18     20    23    18    28    16    .......

เลขถัดไปเป็น 33 วิธีคิด จะกระโดดข้ามตัวเลขไป 1 ตัว โดยตัวแรกจะ ลบ 2 และตัวถัดไป บวก 5 สลับกันไป  18 +5 = 23 +5 = 28 + 5 = 33

4. แบบแบ่งกลุ่ม แบบนี้จะเป็นการแบ่งกลุ่มตัวเลข ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพันธ์กันเอง  เช่น

 9  8  1   8  6  2   6  5  1   5   5   .....

วิธีคิด  9 - 1 = 8     8 - 2 = 6   6 - 1 = 5   5 - 0 = 5  ตัวเลขถัดไปจึงเป็น 0

2  3  1   4  3  2  5  4  3  6  5  ...

วิธีคิด  2 +3+1 = 6    4 + 3 +2 = 9  5+4+3 = 12    6+5+4 = 15  ตัวเลขถัดไปคือ 4
ข้อนี้สังเกตว่า ผลบวกแต่ละกลุ่มจะเพิ่มขึ้นทีละ 3 ตัวอย่างนี้นอกจากเป็นแบบแบ่งกลุ่มแล้วยังเป็นแบบคำนวน 2 ชั้นอีกด้วย


          เราจะรู้ว่าข้อใดใช้วิธีคิดแบบใด อยู่ที่ความชำนาญในการฝึกฝน ข้อสอบแบบอนุกรมนี้ ไม่มีหลักคิดหรือหลักการเดาใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้สอบต้องฝึกฝนให้ชำนาญ เมื่อหัดทำข้อสอบมาก ๆ พอเห็นข้อสอบ จะทราบเองว่าต้องใช้วิธีการใดในการคำนวน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น